วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกหลังการเรียนครั้งที่ 5
วัพุที่1 มี 2560
เรี08.30-12.30.

"อาจารย์แจกปากกาเคมี2หัว 12สี ให้กับนักศึกษาทุกคน" 

เนื้อหาการเรียน
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
-มีความรู้สึกนึกคิดผิดไปจากปกติ
-แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองตนเองหรือผู้อื่น
-มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-ความวิตกกังวล(Anxiety) จึงทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
-ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
-ปัญหาทางสุขภาพและขาดแรงกระตุ้น หรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
ด้านความประพฤติ
-ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
-ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
-กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
ด้านความตั้งใจและสมาธิ
-จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน20 วินาที
-ถูกสิ่งต่างๆรอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
-งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

สมาธิสั้น (Attention Deficit)
-มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิงๆได้ หยุกหยิกไปมา
-พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
-มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

การถอนตัวหรือล้มเลิก(Withdrawal)
-หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
-เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
-ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน
-การอาเจียนโดยสมัครใจ
-การปฏิเสธที่จะรับประทาน

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
-ขาดเหตุผลในการคิด
-อาการหลงผิด
-อาการประสาทหลอน
-พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

-สาเหตุ
-ปัจจัยทางชีวภาพ(Biology)
-ปัจจัยทางจิตสังคม(Psychosocial)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน

เด็กที่ความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
-เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
-เด็กออทิสติก (Autistic) หรือออทิสซึ่ม (Autisum)

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่3ประการ คือ
-Inattentiveness
-Hyperactivity
-Impulsiveness

Inattentiveness (สมาธิสั้น)
-ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
-ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
-มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย

Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
-ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง
-เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เหลียวซ้ายแลขวา

Impulsiveness (หุนหันพลันพลันแล่น)
-ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
-ขาดความยับยั้งชั่งใจ
-ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฏระเบียบ

สาเหตุ
-ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดนสมอง เช่นโดปามีน นอร์อิพิเนฟริน
-ความผิดปติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัวอยู่ที่สมองส่วนหน้า
-พันธุกรรม
-สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
-สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี แต่ปัญหาคือการทำงานของสมอง

ยารักษาโรคสมาธิสั้น ที่มีใช้ในประเทศไทย
-Methylphenidate ยี่ห้อ Ritalin
-Atomoxetine ยี่ห้อ Strattera

อยู่ไม่สุข (Hyperactivity)
สมาธิสั้น (Inattentiveness)
ลักษณะของเด้กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
-ดูดนิ้ว กัดเล็บ
-เรียกร้องความสนใจ

เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด

สิ่งที่ได้รับ
เมื่อเราได้ทราบสาเหตุความผิดปกติของกลุ่มอาการนั้นๆ ทำให้เรารู้จักแนวทางดูแลเด็กได้อย่างหมาะสม

ประเมินตนเอง
ตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์ผู้สอนบรรยายและยกตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจ

ประเมินเพื่อน
ทุกคนตั้งใจเรียน นั่งเรียนอย่างเรียบร้อยทำให้บรรยากาศในการเรียนสงบ

ประเมินอาจารย์
อาจารย์มีวิธีการสอนที่น่าสนใจมีคลิปวิดิโอประกอบการสอน ทำให้เข้าใจในเนื้อหา


วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การศึกษาดูงานและสังเกตพฤติกรรม
การจัดประสบการณ์ศึกษาแบบเรียนรวมของเด็กปฐมวัย
รีพิ
วันอังคาร ที่21 กุมภาพันธ์ 2560
เวลา08.00-13.00.

คำขวัญแผนกอนุบาล
"โรงเรียนแสนสนุก
บุคลากรมีคุณภาพ
เน้นการประสานสัมพันธ์"

          เมื่อมาถึงโรงเรียนเกษมพิทยา คุณครูให้นักศึกษาจดบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก จากที่ได้ตกลงในการแบ่งการรับผิดชอบไว้แล้ว ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ เมื่อเสร็จกิจกรรมหน้าเสาธงคุณครูจะให้นักศึกษานำเสนอผลการสังเกต เวลา08.15น. เด็กๆเข้าแถวเคารพธงชาติ ที่สนามหน้าเสาธงของแผนกอนุบาล จากนั้นคุณครูให้เด็กๆออกมาพูดเกี่ยวกับการทำความดีของตนเองวันนี้ โดยหมุนเวียนวันละห้องเรียน ซึ่งวันนี้เป็นน้องๆอนุบาล1 จากนั้นคุณครูให้เด็กๆออกมาเต้นประกอบเพลงด้วยท่าตามจินตนาการ ซึ่งออกมาทีละชั้น และต้องออกทุกชั้น ทุกห้องในวันนั้น ซึ่งเด็กๆทุกคนแสดงออกได้ดีมาก จากนั้นทางคุณครูก็ได้ขอตัวแทนจากนักศึกษามาแสดงเต้นประกอบเพลง ให้น้องๆได้ทำตามอย่างสนุกสนาน 
         เมื่อแล้วเสร็จจากกิจกรรมหน้าเสาธงคุณครูก็ได้ให้นักศึกษาทุกคนเข้าห้องอบรมเพื่อให้การกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นคุณครูก็ได้ขอตัวแทนนักศึกษาที่มอบหมายให้สังเกตพฤติกรรมเด็ก มาห้องละ1คน จากที่เพื่อนๆได้นเสนอมานั้น ส่วนมากเด็กๆที่เป็นเด็กพิเศษที่นี่จะเป็นออทิสติก บางคนเป็นไม่รุนแรง สื่อสารกับคนอืนได้ แต่บางคนก็เป็นรุนแรง ไม่สามารสื่อสารกับคนอื่นได้ แต่สามารถทกิจวัตรประจำวันได้ แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน 
         เมื่อนำเสนอการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างคร่าวๆไปแล้ว คุณครูก็ได้ให้นักศึกษาเข้าสังเกตรูปแบบการเรียนการสอนการเรียนรวมในแต่ละห้องแผนกอนุบาล และจดบันทึกข้อมูล รายละเอียด หรือสิ่งที่ผิดปกติที่เกี่ยวกับตัวเด็กที่เราสังเกต เพื่อเป็นการศึกษาว่าแต่ละความผิดปกตินั้นเป็นอย่างไร มีวิธีดูแลอย่างไร และศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนของคุณครูและเด็กๆ

"น้องไฮเตอร์" (ออทิสติก) อ.2/1
     ด้านร่างกาย
-ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้ ทำกิจวัตรประจำวันได้โดยมีครูช่วยเหลือ
    ด้านอารมณ์
-ถ้าวันไหนอารมณ์ดีแต่เช้า ก็จะดีทั้งวัน ถ้าอารมณ์ไม่ดีแต่เช้า ก็จะหงุดหงิดทั้งวัน
-ถ้าปิดพัดลมจะโวยวาย
     ด้านสังคม
-ไม่เข้าหาเพื่อน แต่สามารถทำกิจกรรมเหมือนเพื่อนได้ โดยมีครูช่วยเหลือ
     ด้านสติปัญญา
-อายุ7ขวบ มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน3เท่า 
-เข้าใจคำสั่ง แต่หากสั่งพร้อมกันหลายอย่างจะทำไม่ได้
-สามารถทำงานศิลปะได้โดยมีครู่วยเหลือ
-บอกสีได้(บางครั้ง)
-กิจกรรมประจำวัน ต้องเหมือนเดิมทุกขั้นตอน ห้ามสลับสับเปลี่ยน เพราะน้องจะหงุดหงิดและโมโห
-ชอบมองสิ่งที่หมุน เช่นพัดลม (ห้ามปิด)
     ด้านภาษา
-จะพูดเมื่อารมณ์ดีมากๆ แต่ไม่เป็นคำ อยู่ดีดีก็พูดขึ้นมา แล้วต่อารมณ์
-บอกความในใจ บอกความรู้สึกไม่ได้

       เมื่อสังเกตพฤติกรรมและสอบถามข้อมูลกับคุณครูประจำชั้นแล้ว ก็ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเด็กอย่างชัดเจน ทำให้เราได้เตรียมควมพร้อมในการดูแลเด็กเมื่อเรียนหรือทำกิจกรรมกับเพื่อนๆในห้อง เพื่อที่จะไม่กระทบต่อเด็กคนอื่นๆ และทำให้ผู้ปกครองไม่คิดในแง่ลบ 
         จากนั้นเข้าห้องอบรมเพื่อรับฟังการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับ Project Approach และสารนิทัศน์จากคุณครูนก เพื่อเป็นความรู้ที่ทำให้เราสามารถนำไปเรียนรู้ พัฒนาการเรียนการสอนในวิชาชีพต่อไป

Project Approach
การศึกษาอย่างละเอียด ลึก ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
-เด็กทั้งห้อง
-เด็กกลุ่มเล็ก
-รายบุคคล
ขั้นตอนการสอนแบ่งออกเป็น 5ลักษณะ 3ระยะ
1.อภิปรายกลุ่ม
2.การทำงานภาคสนาม
3.การนเสนอประสบการณ์เดิม
4.การสืบค้น
5.การจัดแสดง
ระยะที่1 เริ่มต้น
-เสนอชื่อเรื่อง
-เล่าประสบการณ์เดิม
-วาดรูปประสบการณ์เดิม
-ตั้งคำถาม
ระยะที่2 
-เด็กเริ่มค้นหาคำตอบ
-ทำงานภาคสนาม
ระยะที่3
-จัดแสดงนิทรรศการ

ประเภทของสารนิทัศน์
1.การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ
2.พอร์ตโฟลิโอ
3.การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก
4.การสะท้อนตนเองของเด็ก/ครู/ผู้ปกครอง
5.ตัวอย่างผลงานเด็กรายบุคคลและกลุ่ม


วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่4
วัพุที่8 กุพัธ์ 2560
รี 08.30-12.30น.
เนื้อหาการเรียน
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ L.D. (learning disability)
สาเหตุ
-กรรมพันธ์
-ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัส
-ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง2เท่า
1.ด้านการอ่าน
-อ่านช้า ต้องสะกดทีละคำ
-อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด
-ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่านหรือจับใจความสำคัญไม่ได้
ลักษณะ
อ่านช้า อ่านคำต่อคำ อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
เช่น                                หาว               ----->             หา/หาม
                                      ง่วง                ----->             ม่วม/ม่ง/ง่ง
                                      เลย                ----->             เล
2.ด้านการเขียน
-เขียนตัวหนังสือผิด
-สับสนการม้วนหัวอักษร
-เขียนสลับ
ลักษณะ
ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนเข้าในหรือออกนอก เรียงลำดับอักษรผิด เขียนพยัญชะสลับ กลับด้าน
เช่น                             ปาลแผล            ----->           บาดแผล
                                   เมระบาล            ----->            รัฐบาล
                                   ผีเสื้อมดุร           ----->            ผีเสื้อสมุทร
3.ด้านการคิดคำนวณ
-เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
-ตัวเลขผิดลำดับ
-แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้
ลักษณะ
ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องเวลา
4.หลายๆด้านรวมกัน
อาการร่วม
แยกแยะขนาด สี รูปร่าง ไม่ออก มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา ฟังคสั่งสับสน ความจำสั้น


ออทิสติก (Autistic)
-ไม่สามารมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
-ไม่สามารถเข้าใจคำพูดความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
-แต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
-ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว
การวัดทักษะ
                                 ทักษะภาษา                                                      ----->   ต่ำ
                                 ทักษะสังคม                                                      ----->   ต่ำ
                                 ทักษะการเคลื่อนไหว                                        ----->   สูง
                                 ทักษะการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดและพื้นที่   ----->   สูง
ลักษณะ
อยู่ในโลกของตนเอง ไม่เข้าหาใครเพื่อให้ปลอบใจ ไม่ยอมพูด เคลื่อนไหวซ้ำๆ
                                 ดูหน้าแม่                ----->       ไม่มองตา
                                 หันไปตามเสียง      ----->       เหมือนหูหนวก
                                 จำหน้าแม่ได้          ----->       จำคนไม่ได้

เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก องค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา
ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย2ข้อ
-ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
-ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคลให้เหมาะสมตามวัย
-ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจความสนุกกับผู้อื่น
-ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย1ข้อ
-มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
-ในรายที่สามารถพูดได้แล้ว แต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบ
-พูดซ้ำๆหรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างเหมาะสม
-ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

มีพฤติกรรม ความน่าสนใจ และสนใจและกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย1ข้อ
-มีความสนใจซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
-มีกิจวัตรประจำวันหรือกฏเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ 
-มีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ
-สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ

ออทิสติกเทียม
สาเหตุ
-ปล่อยให้เป็นพี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ
-ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด
-ดูการ์ตูนในทีวี

สิ่งที่ได้รับ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภทมีลักษณะอาการแตกต่างกันจึงต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด

ประเมินตนเอง
ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์กำลังสอนหรือบรรยาย

ประเมินเพื่อน
ตั้งใจฟังอาจารย์ไม่คุยกันขณะที่อยู่ในห้องแต่งกายเรียบร้อยเข้าเรียน

ประเมินอาจารย์
อาจารย์มีการนำเสนอการสอนนักศึกษาน่าสนใจและมีคลิปวิดิโอประกอบการสอน


วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่3
วัพุที่25 2560
รี 08.30-12.30 น.
เนื้อหาการเรียน
        • ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
           เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
     เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด 
   1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disoders)
-เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป
-ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง
   2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด(Speech Flow Disorders)
-พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
-การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
   3.ความบกพร่องของเสียงพูด(Voice Disor)
   
  ความบกพร่องทางภาษา หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
   1.การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย
-มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
-มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
   2.ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจาก
-อ่านไม่ออก
-เขียนไม่ได้

     Gerstmann's syndrome
  -ไม่รู้ชื่อนิ้ว(finger agnosia)
  -ไม่รู้ซ้ายขวา(้allochiria)
  -คำนวณไม่ได้(acalculia)
  -เขียนไม่ได้(agraphia)
  -อ่านไม่ออก(alexia)

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
-ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบาๆ และอ่อนแรง
-ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ10เดือน

         เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
  -เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
  -มีปัญหาทางระบบประสาท

     โรคลมชัก(Epilepsy)
  -ความผิดปกติของระบบสมอง
1.การชักในช่วงเวลาสั้นๆ   อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
2.อารชักแบบรุนแรง   กล้ามเนื้อเกร็ง ส่งเสียง เกิดขึ้นราว2-5นาที
3.อาการชักแบบPartial Complex   เหม่อนิ่ง รู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้ไม่ตอบสนองคำพูด ไม่เกิน3นาที
4.อาการไม่รู้สึกตัว   เกิดขึ้นในระยะสั้น ไม่รู้สึกตัว อาจร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า นั่งเหม่อ
5.ลมบ้าหมู   จะทำให้หมดสติ กล้ามเนื้อเกร็ง แขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น

     การปฐมพยาบาลพื้นฐานในกรณีเด็กมีอาการชัก
-จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
-ดูดน้ำลายเสมหะเศษอาหารออกจากปาก
-จัดเสื้อผ้าใหหลวม

     ซี.พี.(สมองพิการ)
-สมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
-การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า
-สติปัญญาปกติ
1.กลุ่มแข็งแรง
-อัมพาตครึ่งซีก
-อัมพาตครึ่งท่อนบน
-อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
-อัมพาตทั้งตัว
2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง
-athetoid   อาการขยุกขยิกช้าๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆ
-ataxia   มีความผิดปกติในการทรงตัว
3.กลุ่มอาการแบบผสม
-กล้ามเนื้ออ่อนแรง   เส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เสื่อสลายตัว
-โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ   ระบบกล้ามเนื้อกระดูก พิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก
-โรคกระดูกอ่อน
-โปลิโอ
-โรคศีรษะโต

สิ่งที่ได้รับ
ซีพีคือความผิดปกของร่างกายในส่วนของระบบประสาท แต่มีสติปัญญาที่ปกติ

ประเมินตนเอง
แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์ผู้สอนและให้ความร่วมมือนการตอบคำถาม

ประเมินเพื่อน
ทุกคนตั้งใจฟังและเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนที่ตนสงสัย

ประเมินอาจารย์
อาจารย์มีคลิปวิดิโอประกอบการสอนทำให้นักศึกษามีความสนใจและได้ความรู้


วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่2
วัพุ ที่18 2560
าเรี 08.30-12.30.

เนื้อหาการเรียน
       • ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
               1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารสูง(เด็กปัญญาเลิศGifted)

ลักษณะ      -พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
                   -เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
                   -อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม
                   -เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต

                                              ลักษณะของเด็กฉลาดและGifted
                                             เด็กฉลาด                              Gifted
                                             ตอบคำถาม                           ตั้งคำถาม
                                             สนใจเรื่องที่ครูสอน               เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
                                             เป็นผู้ฟังที่ดี                           ชอบเล่า
                                             พอใจในผลงานของตน         ติเตียนผลงานของตน


               2.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
                          2.1 เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน เช่น
                               -เด็กเรียนช้า เป็นเด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ ขาดทักษะในการเรียนรู้ แต่สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้ ระดับสติปัญญา(IQ)71-90
สาเหตุของการเรียนช้า ภายนอก เศรษฐกิจของครอบครัว สภาวะทางอารมณ์ของครอบครัว
                                     ภายใน พฒนาการช้า มีการเจ็บป่วย
                                -เด็กปัญญาอ่อน ระดับสติปัญญาต่ำ จะมีพัฒนาการล่าช้าไม่เหมาสมกับวัย มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง อาการแสดงก่อนอายุ18
เด็กปัญญาอ่อน แบ่งตามระดับสติปัญญา(IQ)ได้ 4 กลุ่ม
1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า20
ไม่สามารเรียนรู้ทักษะต่างๆได้เลย และต้องคอยได้รับการดูแลจากพยาบาล *อันตรายมาก
2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-30
ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัด่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ C.M.R
3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
เรียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆได้ ฝึกอาีพหรือทำงานง่ายๆได้ ไม่ต้องใ้ความละเอียดละออ T.M.R
4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70
เรียนในระดับประมศึกษาได้ ฝึกอาชีพและงานง่ายๆได้ E.M.R
                                 -ดาวน์ซินโดรม สาเหตุคือความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่21เกินมา1แท่ง
อาการ ศีรษะเล็กและแบน คอสั้น หน้าแบน จมูกแบน ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก ใบหูเล็กอยู่ต่ำ ่องปากแคบ เพดานปากโค้งนูน นิ้วมือสั้น เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ
การตรววินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์ การเจาะเลือดของมารดาในระหว่างที่ตั้งครรภ์ อัลตราซาวด์ การตัดชิ้นเนื้อรก การเจาะน้ำคร่ำ
                            2.2 เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน มี2ประเภทคือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวก
                                  -เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใ้เครื่อง่วยฟัง จำแยกกลุ่มย่อยได้4กลุ่ม
1. เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 db
2. เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 1-55 db
3. เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 db
4. เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่71-90 db
                                   -เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน เครื่อง่วยฟังก็ไม่สามารถช่วยได้ ระดับการได้ยินตั้งแต่91 db ขึ้นไป
ลักษณะ ไม่ตอบสนองเสียงพูด มักแสดงท่าทาง ไวต่อการสัมผัสและสั่นสะเทือน


                3. เด็กบกพร่องทางการเห็น หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นสงเลือนราง สามารถเห็นได้ไม่ถึง1/10 ของคนสายตาปกติ มีลานสายตากว้างไม่เกิน30องศา จำแนกได้เป็น2ประเภท
                                 -เด็กตาบอด คือเด็กที่ไม่สามารมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง ใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้ มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 2/200 ลงมาจนึงบอดสนิท มีลานสายตาแคบกว่า5องศา
                                 -เด็กตาบอดไม่สนิท สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ สายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ6/18 , 20/60 , 6/60 , 20/200 หรือน้อยกว่านั้น มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน30องศา

สิ่งที่ได้รับ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษที่อยู่ในขั้นไม่รุนแรงสามารถเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนได้เพื่อฝึกทักษะ

ประเมินตนเอง
มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนการสอนและสามารถเข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน

ประเมินเพื่อน
ทุกคนแต่งกายเรียบร้อยตามระเบียบ และตั้งใจฟังอาจารย์ผู้สอนขณะเรียน

ประเมินอาจารย์
อาจารย์เข้าสอนตรงเวลามีการนำเสนอการสอนที่สนใจ และแต่งกายสุภาพเรียบร้อย


วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนครั้งที่1
วัพุ ที่11 2560
รี08.30-12.30.

ย์ปั๊ห้นัศึพื่วัที่ข้รี

Course Syllabus

รู้


เนื้อหาการเรียน
       • ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
                  ทางการแพทย์ = เด็กที่มีความผิดปกติ มีความบกพร่อง สูญเสียสมรรถภาพ อาจเป็นความผิดปกติ ความบกพร่องทางกาย การสูญเสียสมรรถภาพทางสติปัญญา ทางจิตใจ
                  ทางการศึกษา = เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาเฉพาะของตัวเอง ซึ่งจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้ต่างไปจากเด็กปกติทางด้านเนื้อหา หลักสูตร กระบวนการที่ใช้ และการประเมินผล
         • พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
                  พัฒนาการ = การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆรวมทั้งตัวบุคคล ทำให้สามารทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
                  เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ = พัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
         • ปัจจัยที่ผลต่อการพัฒนาเด็ก
                  ด้านชีวภาพ 
                  ด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด = แม่ดื่มเหล้า , สูบบุหรี่
                  ด้านกระบวนการคลอด = เด็กสำลักน้ำคร่ำ , หมอจับอวัยวะเด็กแรงเกินไป
                  ด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด = การเลี้ยงดู , อุบัติเหตุ
        • สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
                 1. พันธุกรรม เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้ามาตั้งแตเกิดหรื่วงระยะไม่นานหลังเกิด
                      เช่น         ธาลัสซีเมีย (โลหิตจาง) = จะตัวเล็กผิดปกติ,ซีด,ตาเหลือง,อาจมีผลเรื้อรังที่ขา
                 2. โรคของระบบประสาท จะมีอาการชักบ่อย(ประสาทผิดปกติ)
                 3. การติดเชื้อ ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ น้ำหนักตัวน้อย ศีรศะเล็ก ตับม้ามโต ต้อกระจก
                 4. ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม(ฮอร์โมน) 
                     เช่น          ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ = เกิดจากพันธุกรรม,ฉายแสง,ผ่าตัด
                 5. ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด เกิดก่อนกำหนด,น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยและขาดออกซิเจน
                 6. สารเคมี
                     เช่น           ตะกั่ว = จะทำให้มีอาการซึมเศร้า เคลื่อนไหวช้า ผิวดำหมองคล้ำเป็นจุดๆ 
                                       แอลกอฮอล์ = น้ำหนักแรกเกิดน้อย ศีรษะเล็ก สติปัญญาบกพร่อง
                                      โรคFAS = ช่องตาสั้น ริมฝีปากบนเรียบ หนังคลุมหัวตามาก จมูกแบน7
                                       นิโคติน = น้ำหนักแรกเกิดน้อย สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าว
                 7. การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งการขาดสารอาหาร (มีโอกาสเป็นเด็กพิเศษน้อยที่สุด)
                 8. สาเหตุอื่นๆ อุบัติเหตุ,รถชน,ถูกกระแทก
         • อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
                     มีพัฒนาการล่าช้าอาจพบมากกว่า1ด้าน , มีปฏิกิริยาสะท้อน(primitive reflex)ไม่หายไป
         • การประเมินพัฒนาการ
                     การประเมินที่ใช้ในเวชปฏิบัติ
                     เช่น            แบบทดสอบ Denver ll
                                       Gesell Drowing Test
                                       แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด-5ปี สถาบันราชานุกูล

*Gesell Drowing Test
ให้ดูภาพและวาดทีละภาพในเวลาที่กำหนด

This is my work


สิ่งที่ได้รับ
เด็กพิเศษหรือเด็กปกติสามารถเรียนร่วมกันได้หากมีวิธีและการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมให้กับเขา

ประเมินตนเอง
ตั้งใจฟังอาจารย์บรรยายการสอน แต่งกายเรียบร้อยและเข้าเรียนตรงเวลาที่กำหนด

ประเมินเพื่อน
ทุกคนให้ความร่วมมืออาจารย์ในการตอบคำถามและไม่คุยกันขณะที่อาจารย์กำลังสอน

ประเมินอาจารย์
อาจารย์ให้ความสำคัญในกระบวนการเรียนของนักศึกษา ทบทวนในเรื่องที่ยังไม่เข้าใจให้นักศึกษา